(อ้างอิงข้อมูลจากงานวิจัยของ ศ.ดร.ละออศรี เสนาะเมือง)
จะเห็นได้ว่าวิธีแต่ละวิธีนั้นก็มีข้อดีและข้อเสีย พอสรุปได้ดังนี้
1.วิธีเลี้ยงในบ่อดิน ต้องลงทุนบ่อขนาดใหญ่ ใช้พื้นที่มาก ใช้เงินลงทุนสูง
นอกจากนี้ต้องอยู่ใกล้แหล่งชลประทาน เพราะต้องใช้น้ำมาก
- ใช้แรงงานคนจำนวนมากในการดูแล และการเก็บผลผลิต
- ต้องเลี้ยงหลายปีกว่่าจะเพิ่มปริมาณผลผลิตให้พอแก่การจำหน่าย
เพราะต้องให้ได้ลูกไรที่รอดตายจากศัตรูตามธรรมชาติ จำนวนมากพอ
2. วิธีเลี้ยงแบบโรงเรือนความหนาแน่นต่ำ ใช้เงินทุนน้อยกว่า ใช้พื้นที่น้อยกว่า ใช้น้ำน้อย
ใช้แรงงานน้อย แต่อัตราการรอดตายยังต่ำ และผลผลิตน้อย ไม่คุ้มค่า
3. วิธีการเลี้ยงแบบโรงเรือนความหนาแน่นสูง ใช้เงินลงทุน พื้นที่ และแรงงานเท่ื่าๆกับ
ความหนาแน่นต่ำ แต่ต้องใช้น้ำในการเปลี่ยนถ่ายควบคุมคุณภาพน้ำมากกว่า นอกจากนี้
อัตราการรอดตาย และผลผลิตยังน้อยอยู่
วิธีเพาะเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าแบบใหม่
ทางเลือกใหม่ โดยการเลี้ยงแบบความหนาแน่นสูงร่วมกับการใช้
จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมคุณภาพน้ำ
|
ข้อดีของการเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าแบบความหนาแน่นสูง ร่วมกับการใช้จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อควบคุมคุณภาพน้ำ
1. ใช้พื้นที่น้อยขนาดอ่างเพียง150 ลิตร ลงทุนน้อย
2. ใช้น้ำน้อย เปลี่ยนถ่ายน้ำ 3 วัน/ครั้ง ครั้งละ 100 ลิตร
3. เลี้ยงไรน้ำนางฟ้าได้ความหนาแน่นสูง 15-30 ตัว/ลิตร หรือ 3,000-5,000ตัว/อ่าง
ทำให้ได้ผลผลิตที่มาก
4.อัตราการรอดตายสูงมากถึง 80-90 %
5. ใช้คนดูแลเก็บผลผลิตเพียง 2 คน
6. เก็บผลผลิตได้ภายใน 5-7 วัน
7. จุลินทรีย์ที่ใช้ นอกจากควบคุมสภาพน้ำแล้ว ยังเป็นอาหารของไรน้ำได้อีกด้ว
ประโยชน์ของไรน้ำนางฟ้าต่อผู้เพาะเลี้ยงปลาสวยงาม
|
 |